ท่องเที่ยว » เส้นทางทะเลหมอก . เที่ยวทะลุเมฆ . เขาค้อ – ภูทับเบิก @ เพชรบูรณ์

เส้นทางทะเลหมอก . เที่ยวทะลุเมฆ . เขาค้อ – ภูทับเบิก @ เพชรบูรณ์

6 มิถุนายน 2017
0

ถ้าให้นึกถึงสถานที่ที่มีภูเขาสวยๆ บรรยากาศดีๆ   มีวิวทะเลหมอกให้ได้ดู ผมก็มักจะนึกถึงจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นที่แรกเสมอ   ภูเขาสวยๆ หาได้จากที่นี่ บรรยากาศดีๆ ก็อยู่ที่นั่น แถมมีทะเลหมอกให้ได้ลุ้นในทุกๆ วัน พอคิดถึงตอนที่ได้ไปเพชรบูรณ์ครั้งแรกในตอนนั้น ผ่านมาถึงตอนนี้ ก็ 4 ปีพอดิบพอดี กับเส้นทางการท่องเที่ยวบนถนนสายนี้กว่า 30 ครั้ง  และนั่นก็คือที่มาของความลับและทั้งหมดในรีวิวฉบับนี้   ขอขอบคุณภาพและลิ้งจาก พันทิพย์ https://pantip.com/topic/32983757

สำหรับรีวิวฉบับนี้   จะทำให้คนที่ได้อ่านเข้าใจว่า  ทำไมถึงต้องใช้ชื่อรีวิวฉบับนี้ว่า .. เส้นทางทะเลหมอก ขับรถทะลุเมฆ .. ด้วยมุมมอง และบรรยากาศในแบบที่เราคุ้นเคย   แต่ก็ไม่เคยได้รู้จักมันจริงๆ กับความลับของเส้นทางท่องเที่ยวบนถนนสายนี้ ความลับที่ซ่อนอยู่ในทุกๆ ช่วงเวลาของฤดูกาลที่แตกต่างกัน รวมทั้งเรื่องเล่าภาพ ที่จะมาตอบคำถามว่า  ทำอย่างไรให้เจอทะเลหมอกเหมือนกับภาพเล่าเรื่องในรีวิวฉบับนี้

ขอขอบคุณการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จ. พิษณุโลก   ที่ทำให้ภาพเล่าเรื่องและเรื่องเล่าภาพ ซึ่งอยู่ในความทรงจำของผม ได้มามีโอกาสโลดแล่นใหม่อีกครั้งในรีวิวฉบับนี้ และคู่มือฉบับนั้น  พร้อมๆ กับการได้มีโอกาสบอกเล่าถึงความทรงจำ ได้มีโอกาสแบ่งปันเรื่องราวในมุมมองของนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง .. ที่หลงรักเส้นทางท่องเที่ยวสายนี้เสมอมา

>> อีกหนึ่งพื้นที่ของคนรักภูเขา และรักสายหมอกในแบบฉบับของผม >>>https://www.facebook.com/chanomworld
>>อัพเดทเขาค้อ + ภูทับเบิกรายวัน >>> ชมรมคนรักเขาค้อ – ภูทับเบิก https://www.facebook.com/groups/486496408154333/

เขาค้อ เป็นชื่อเรียกรวม ของกลุ่มภูเขาน้อยใหญ่   ที่ทอดตัวเรียงราย สลับกันในภาคเหนือตอนล่าง เป็นที่ตั้งของอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นอำเภอที่อยู่บนภูเขา เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เนื่องจากมีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี แม้แต่ในฤดูร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปี เพียง 18-25 องศาเซลเซียสเท่านั้น  จุดเด่นของที่นี่สำหรับผมคงเป็นทะเลหมอก  ที่ทำให้การท่องเที่ยวบนถนนสายนี้แตกต่าง และมีความพิเศษในแบบที่หลายคนนึกไม่ถึง  ไม่ว่าจะเป็นทะเลหมอกในฤดูฝน  ฤดูหนาว หรือแม้กระทั้งในฤดูร้อนก็ตาม

ภูทับเบิก เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดเพชรบูรณ์ เพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสำรวจท่องเที่ยวได้ไม่นานนัก แต่ก็สามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ที่ไปเยือนได้เป็นอย่างมาก จนกลาย 1 ใน UNSEEN THAILAND ที่คุณไม่ควรพลาดการไปเยือน ด้วยระดับความสูง 1,768 จากระดับน้ำทะเลปานกลาง อุณหภูมิที่หนาวเย็นทั้งปีบนยอดภู และไร่กะหล่ำปลี ที่กว้างใหญ่สุดลูกตา  กับวิวทะเลหมอกที่ดูยิ่งใหญ่ในแบบที่คาดไม่ถึง

โดยรีวิวฉบับนี้จะเน้นถึงจุดชมวิวทะเลหมอกมากมายที่อยู่บนเส้นทางสายนี้  /  ภาพรวมของที่พัก  / ความลับของทะเลหมอก 3 ฤดู  / หลักการตามหาทะเลหมอก  และไกด์ไลน์ท่องเที่ยวบนถนนสายนี้ ผ่านประสบการณ์ในการเดินทางของผม Chanomworld*

มาเริ่มต้นกันที่จุดชมวิวที่ 1 ก่อนเลย “เขาตะเคียนโง๊ะ”

จุดชมวิวทะเลหมอกเขาตะเคียนโง๊ะ ตั้งอยู่ริมถนน 2258 ต. หนองแม่นา อ. เขาค้อ เป็นอีก 1 จุดชมวิวบนเขาค้อ ที่อยู่ห่างจากจุดชมวิวหลักเขาค้อเพียงแค่ 16 กิโลเมตรเท่านั้นเอง ขับรถไปราวๆ 20 -30 นาทีก็ถึง  ถ้าเริ่มต้นจากจุดชมวิวเขาค้อ ให้ขับรถลงไปทางใต้ หรือเส้นทางที่มุ่งหน้าไปพระตำหนักเขาค้อ ตรงลงมาเรื่อยๆ ตามถนน 2196 จะเจอสี่แยกใหญ่ที่เรียกว่าสี่แยกรื่นฤดี ถ้าเลี้ยวซ้ายคือไปตัวเมืองเพชรบูรณ์ ถ้าเลี้ยวขวาจะไปทุ่งแสลงหลวง ให้เราเลี้ยวขวาตรงไปทางทุ่งแสลงหลวง ราวๆ 8 กิโลเมตรเท่านั่นเอง

ในวันที่มีทะเลหมอก เราจะได้เห็นทะเลหมอก 2 ข้างทางบนถนนที่มุ่งหน้าไปยังเขาตะเคียนโง๊ะ
มาร์คจุดเขาตะเคียนโง๊ะกันดีกว่า จะมีทางโค้ง เห็นเนินเขาสูงๆ และตรงนั้นก็จะมีทางกำลังซ่อมแซมอยู่
ไม่งั้นก็จับไมล์รถนะครับ จะได้ไม่เลยไปไกล

ในวันที่จุดชมวิวเขาค้อมีทะเลหมอก เขาตะเคียนโง๊ะก็จะมีทะเลหมอกเช่นกัน แต่ในวันที่เขาค้อไร้ทะเลหมอก หรือทะเลหมอกฟุ้ง เขาตะเคียนโง๊ะ ก็ยังมีลุ้นการเกิดทะเลหมอกได้ 50 %   ทริกส์เบาๆ เราสามารถไปชมวิวทะเลหมอกที่นี่ เพราะตะวันตอนเช้าขึ้นสวยมากๆ คำนวณเวลาชมวิว แล้วรีบขับรถกลับไปชมวิวหลักที่เขาค้อก็ได้ แต่ถ้าให้ดี ชมวิวที่นี่ไปเต็มที่เลยครับ เพราะว่า วิวทะเลหมอก 360 องศา สวยและแปลกตาในแบบที่เราต้องคิด ว่าทำไมเพิ่งรู้จักที่นี่

เรื่องที่พักจุดชมวิวเขาตะเคียนโง๊ะตั้งอยู่ ตำบลหนองแม่นา มีที่พักอยู่รอบโซนนี้พอสมควร และเป็นที่พักที่สามารถมองเห็นทะเลหมอกในมุมต่างๆ ที่เราได้มองเห็นบนยอดเขาตะเคียนโง๊ะได้เช่นกัน จะบอกว่าวิวจากที่พักสวยไม่แพ้ที่เขาค้อเลย

มาต่อกันที่จุดชมวิวทะเลหมอกจุดที่ 2 กันเลย “จุดชมวิว ณ วัดกองเนียม”

จุดชมวิวทะเลหมอก  ณ วัดกองเนียม เป็นทะเลหมอกที่ผมได้เห็นโดยบังเอิญ จะบอกว่าเป็นทะเลหมอกแห่งความรักก็ใช่ เพราะมันเกิดขึ้นในวันที่ผมได้พาคุณแม่ไปเที่ยวเขาค้อในช่วงวันแม่ของปีก่อน

และนั่นก็เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดในแบบที่ใครมาเที่ยวเขาค้อต้องไม่พลาดกับวิวทะเลหมอกยามเช้าที่มาพร้อมกับแสงสีเหลืองทองของวันใหม่ โดยเฉพาะช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่มีทะเลหมอกให้ชมได้บ่อยๆ เป็นทะเลหมอกแบบแน่นๆ ฟูๆ

แต่ถ้ามาช่วงหน้าหนาว หรือช่วงหน้าร้อน ก็จะมีทะเลหมอกที่ไม่ฟูเหมือนตอนหน้าฝน

จุดชมวิวนี้ อยู่ในพื้นที่ของวัดกองเนียม  ตั้งอยู่ริมถนนสาย 2196 อยู่ใกล้ๆ กับหอสมุดนานาชาติเขาค้อ  หรืออยู่เยื้องๆ
กับทางขึ้นอนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ

มาต่อที่จุดชมวิวทะเลหมอกจุดที่ 3 กัน “ฐานอิทธิ (พิพิธภัณฑ์อาวุธ) ”

ฐานอิทธิ (พิพิธภัณฑ์อาวุธ) อยู่เลยกิโลเมตรที่ 28 ทางหลวงหมายเลข 2196 (ไปเล็กน้อย แล้วแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2323 ไปประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นจุดหนึ่งที่สามารถมองเห็นวิวทะเลหมอกของเขาค้อได้สวยอีกที่หนึ่ง  และนอกจากวิวทะเลหมอกให้ได้เห็นแล้ว  ที่นี่ยังเคยเป็นฐานสำคัญทางยุทธศาสตร์ในอดีต ปัจจุบันจัดเป็นพิพิธภัณฑ์อาวุธ จัดแสดงปืนใหญ่ ซากรถถัง และอาวุธที่ใช้สู้รบกันบนเขาค้อ มีห้องบรรยายสรุปแก่ผู้เข้าชมเป็นหมู่คณะด้วย เปิดให้เข้าชมทุกวัน ค่าเข้าชมคนละ 10 บาท

มาต่อที่จุดชมวิวทะเลหมอกจุดที่ 4 กัน  “อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ ”

อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ อยู่บนยอดเขาสูงสุดของเขาค้อ อยู่เลยฐานอิทธิ ไปอีก 1 กิโลเมตร สร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนวีรกรรมของพลเรือน ทหาร ตำรวจ ทหาร ผู้พลีชีพในการสู้รบเพื่อปกป้องพื้นที่ในเขตรอยต่อ 3 จังหวัด คือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511-2525  จุดนี้สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของเขาค้อมุมสูง และในวันที่ทะเลหมอกเดินทางมาถึง  เราก็จะได้เห็นมุมใหม่ของทะเลหมอกที่เขาค้อได้เช่นกัน

มาต่อที่จุดชมวิวทะเลหมอกจุดที่ 5  “จุดชมวิวกลางเขาค้อ ”

จุดชมวิวทะเลหมอก เขาค้อริมถนน 2196  >> เป็นจุดชมวิวหลักของเขาค้อ ไม่ว่าจะเป็นจุดชมวิวริมถนนที่อยู่ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอเขาค้อ   หรือจะเป็นที่ไปรษณีย์เขาค้อ หรือจะเป็นที่พักรีสอร์ทต่างๆ ที่ตั้งอยู่เหนืออ่างเก็บน้ำรัตนัย  เป็นเส้นทางชมทะเลหมอกระยะทาง 3-5 กิโลเมตร ลากยาวไปถึงสามแยกที่เลี้ยวลงไปอ่างเก็บน้ำรัตนัย  ที่พักส่วนใหญ่จะออกแบบให้เราสามารถมองเห็นวิวสวยๆ ได้จากระเบียงบ้านหรือห้องนอนได้เลย

ตรงนี้จะเป็นด้านหลังของไปรษณีย์เขาค้อ

มาต่อที่จุดชมวิวทะเลหมอกจุดที่ 6  “ทิวสนบ้านเพชรดำ”

จากเขาค้อเรามุ่งหน้าไปอีกเส้นทางอันซีน วิวภูเขาที่สวยไม่แพ้ที่ไหน นั่นก็คือจุดชมวิวมุมสูงบ้านเพชรดำ  หากมาจากเขาค้อก็อยู่ก่อนถึงสามแยกทุ่งสมอราวๆ 2-3 กิโลเมตร  แต่ถ้ามาจากแคมป์สนก็เลยสามแยกทุ่งสมอไป 2-3 กิโลเมตร  จะมีป้ายบอกทางเข้าบ้านเพชรดำตั้งอยู่   ทางขึ้นเป็นเนินเขาไม่ชันมากเป็นถนนลาดยางตลอดสาย  วิ่งไปตามถนนคดเคี้ยวก็จะเจอจุดชมวิวทิวสนที่มองเห็นตะวันยามเช้าที่มาพร้อมกับหมอกขาวชวนฝันแบบนี้

มาต่อที่จุดชมวิวทะเลหมอกจุดที่ 7   “วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว”

นอกจากจะเป็นวัดที่มีความงดงามทางด้านสถาปัตยกรรมท่ามกลางขุนเขาแล้ว มุมสูงที่มองเห็นจากที่นี่ ยังสามารถชมวิวทะเลหมอกได้สวยไม่แพ้ที่ไหนของเขาค้อ และเมื่อไหร่ก็ตามที่ทะเลหมอกในยามเช้าผุดขึ้นตามหุบเขารอบบริเวณวัด จะให้ความรู้สึกเหมือนยืนอยู่บนสวรงสวรรค์เลยทีเดียว  โดยช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะได้เห็นทะเลหมอกของที่นี่ คือช่วงเวลาเช้าๆ ในฤดูฝนนั่นเอง และถ้าวันไหนเราโชคดีมากๆ เราอาจจะได้เห็นทะเลหมอกหลังจากฝนตกในช่วงเย็นๆ ของวันนั้นก็ได้  ส่วนหน้าหนาวโอกาสเจอทะเลหมอกโซนนี้จะน้อยมาก

มาต่อที่จุดชมวิวทะเลหมอกจุดที่ 8   “จุดชมวิวทะเลหมอกริมทางหลวงหมายเลข 12”
เป็นอีกหนึ่งเส้นทางชมวิวขุนเขาและทะเลหมอกริมทางหลวงหมายเลข 12 จากจุดเริ่มต้นระหว่างรอยต่อของจังหวัดพิษณุโลก-เพชรบูรณ์  จนมาถึงแคมป์สนแยกเขาค้อ ไล่ไปจนถึงทางลงเขามุ่งหน้าสู่ อำเภอหล่มสัก  จะเห็นวิวเทือกเขาที่สวยที่สุดอีกสายหนึ่งของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ ตลอดทางเส้นนี้สามารถมองเห็นวิวทะเลหมอกแบบสวยงามในช่วงฤดูฝน  โดยเฉพาะช่วงปลายฝนที่ฝนตกเยอะๆ  มักจะมีทะเลหมอกยามเช้าให้ตื่นเต้นได้เสมอ  หลายๆ คนอาจคิดว่าที่นี่คือทางผ่าน แต่สำหรับผม มันคืออีกหนึ่งปลายทางสำคัญไม่ว่าจะเป็นจุดพักชมวิวระหว่างทาง จุดพักรถ หรือจะเป็นร้านกาแฟเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ริมถนนสายนี้

อีกหนึ่งจุดชมวิวทะเลหมอกริมทางหลวงหมายเลข 12

หรือจะเป็นที่พักริมทาง  มุมกาแฟเบาๆ ที่ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 12

มาต่อที่จุดชมวิวทะเลหมอกจุดที่ 9   “จุดชมวิวทะเลหมอกจากบ้านพัก/รีสอร์ท”
ที่พักเขาค้อ  >> มีหลายแบบหลายสไตล์ให้ได้เลือก ขึ้นอยู่กับว่าเราชอบแบบไหน งบประมาณเท่าไหร่ สำหรับผมการได้มาพักที่เขาค้อ คือการได้มาพักผ่อนและใช้เวลาสบายๆ ในสไตลบ้านพักที่มีระเบียงบ้าน ตื่นเช้ามาก็รอดูทะเลหมอกได้จากห้องนอนแบบไม่ต้องไปไหนไกล แต่ถ้าใครที่ชอบการนอนกางเต้นท์ ก็สามารถกางเต็นท์ได้หลายจุด เช่นด้านหลังของไปรษณีย์เขาค้อ หรือตามรีสอร์ทต่างๆ ก็ได้ หากมาช่วงหน้าฝน จะสามารถมาเลือกที่พักในวันเข้าพักเลยก็ได้ แต่ถ้ามาในช่วงฤดูหนาว แนะนำให้จองล่วงหน้า โดยเฉลี่ยราคาในหน้าฝนก็มีตั้งแต่ 1000-1500 บาท ส่วนช่วงฤดูหนาวก็เพิ่มขึ้นไปอีก 1 เท่าตัวโดยประมาณ

บายเมือง ณ เขาค้อ

แทนรักทะเลหมอก

เขาค้อทะเลหมอกรีสอร์ท

ร่มการะเวก

เขาค้อสวิส

ภูชิดหมอกรีสอร์ท

ขาค้อฟ้าใสหมอกสวย รีสอร์ท

ภูอาบหมอกรีสอร์ท

สีหมอกรีสอร์ท

เขาค้อ @ โฮม   และ  หมอกบุรี รีสอร์ท

ค้อคีรินรีสอร์ท <โซนแคมป์สน>

จุดชมวิวทะเลหมอกจุดที่ 10   “ภูทับเบิก”

เวลามาเที่ยวเขาค้อแล้ว ก็ไม่ควรพลาดภูทับเบิกเพราะอยู่ไม่ไกลกัน ห่างกันราวๆ 80 กม. ใช้เวลาเดินทางก็ราวๆ 1.5 -2 ชม.  นอกจากทุ่งกะหล่ำปลีสีเขียวที่มองเห็นตลอดทั้งหุบเขาแล้ว  อากาศด้านบนนี้ก็เย็นสบายมาก ในฤดูหนาวก็ยังคงเป็นที่ชื่นชอบสำหรับคนที่ชอบอากาศที่หนาวเย็นจัด  ฟ้าใสๆ มีทุ่งกะหล่ำ มีสวนดอกไม้เมืองหนาวให้ได้ชม บรรยากาศแสนจะโรแมนติก ส่วนหน้าฝนจะเป็นบรรยากาศของเมฆลอยต่ำๆ ลอยไปลอยมา เหมือนอยู่ท่ามกลางสายหมอก แถมยังมีทะเลหมอกหน้าฝนให้ได้ลุ้นกันตลอดทั้งวัน

มันเป็นเช้าในช่วงฤดูฝนที่รู้สึกได้เลยว่า ภูทับเบิกเหมือนสวรรค์   มันสนุกมากตอนที่ได้เห็นทะเลหมอก มันเป็นมุมมองที่อลังการแบบที่ใครหลายๆ คนนึกไม่ถึง  ผมยังจำได้ดีเลยกับภาพของผมที่วิ่งไปตรงนั้นที  วิ่งไปตรงนี้ที เพื่อดูทะเลหมอกหลายๆ จุด  แล้วก็เก็บภาพบรรยากาศที่สวยที่สุดในตอนนั้นกลับบ้านมา !!!!

ละถ้าถามว่าช่วงไหนสวยที่สุด คำตอบของคนที่รักทะเลหมอกแบบผม ก็คงเป็นฤดูฝนเท่านั้น  คุณจะได้เห็นภูเขาสีเขียวๆ กะหล่ำเต็มทุ่งไปหมด แล้วก็ลุ้นทะเลหมอกได้ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็น เช้า สาย บ่าย หรือตอนเย็นๆ  จนหลายคนรู้สึกว่าที่นี่คือสวรรค์ของคนที่รักทะเลหมอก

เรื่องอากาศนี่ไม่ต้องพูดถึง เย็นสบาย หนาวแบบไม่ต้องเปิดพัดลม เป็นอีกหนึ่งคืนที่รู้สึกนอนหลับสบาย แล้วเช้าที่ดีที่สุดก็ผ่านมาถึง กับทุกๆ อย่างที่ไม่มีคำบรรยายไปมากกว่าความทรงจำที่ดีที่สุดในช่วงฤดูฝนของที่นี่  < หากใครต้องการไปดูกะหล่ำยักษ์ที่ภูทับเบิกแบบเต็มภูเขา ควรจะไปช่วงเดือนกรกฎาคม และ พฤศจิกายน >

มาถึงจุดชมวิวทะเลหมอกจุดที่ 11   “ภูแผงม้า”

ภูแผงม้าคือจุดชมวิวที่อยู่บนพื้นที่ของ อช.ภูหินร่องกล้า ถ้าเดินทางมาจากภูทับเบิกเข้ามาทางภูหินร่องกล้า จะอยู่ห่างจากป้อมตรวจ 300 เมตร และต้องเดินเท้าเข้าไปอีก 300 เมตร   ภูแผงม้าเป็นจุดชมวิวที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,775 เมตร จากจุดนี้ จะมองเห็นหมู่บ้านน้ำเพียงดิน มองเห็นมุมกว้างของภูทับเบิก มองเห็นอำเภอหล่มเก่า มองเห็นเส้นทางคดเคี้ยวของถนนที่เราขับรถขึ้นมากัน

จุดชมวิวภูแผงม้าแห่งนี้เหมาะที่จะเป็นจุดชมวิว พระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก   และช่วงเวลาที่สวยที่สุดในการดูทะเลหมอกก็อยู่ในช่วงฤดูฝน เหมือนกับภูทับเบิก แต่จริงๆ แล้วก็สามารถมาชมวิวได้ตลอดทั้งปี

มาถึงจุดชมวิวทะเลหมอกจุดที่ 12   “ที่พักภูทับเบิก”
นอกจากจะมีลานกางเต็นท์ที่ให้บริการโดยวิสาหกิจชุมชนภูทับเบิกแล้ว ยังมีส่วนของพื้นที่เอกชน เป็นที่พักสไตล์โฮมสเตย์ หรือรีสอร์ทมากมาย  ซึ่งแต่ละที่ก็มีทำเลที่ตั้งที่ออกแบบให้มองเห็นวิวทะเลหมอกกันทั้งนั้น  อยู่ที่ว่าจะมองเห็นทะเลหมอกมุมมองไหนเท่านั้นเอง  ในช่วงฤดูฝนนักท่องเที่ยวมีน้อย เราสามารถไปดูที่พักแล้วค่อยตัดสินใจเลือกที่พักในวันนั้นได้เลย  แต่ถ้าเป็นช่วงวันหยุดยาว โดยเฉพาะช่วงปลายฝน กับช่วงไฮซีซัน แนะนำให้ทำการจองที่พักไว้ก่อนจะดีที่สุด  ราคาที่พักถ้าช่วงฤดูฝนก็มีตั้งแต่ 500 -1500 บาท แต่ถ้าช่วงฤดูหนาว ราคาจะขยับเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

มาถึงจุดชมวิวทะเลหมอกจุดที่ 13   “อช. ภูหินร่องกล้า”
มาถึงภูทับเบิกแล้ว  จะไม่พูดถึง อช. ภูหินร่องกล้าก็เหมือนไม่ครบ ใช้เวลาในการเดินทางไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็มาถึงแล้ว และจุดที่สามารถชมทะเลหมอกได้สวยคือลานหินปุ่ม และ ผาชูธง ซึ่งตั้งอยู่ใน อช. ภูหินร่องกล้า   โดย ลานหินปุ่ม อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 4 กิโลเมตร อยู่ริมหน้าผา ลักษณะเป็นลานหินซึ่งมีหินผุดขึ้นมาเป็นปุ่ม เป็นปม ขนาดไล่เลี่ยกัน คาดว่าเกิดจากการสึกกร่อนตามธรรมชาติของหิน ในอดีตบริเวณนี้ใช้เป็นที่พักฟื้นคนไข้ของโรงพยาบาล เนื่องจากอยู่บนหน้าผา มีลมพัดเย็นสบาย  ส่วน ผาชูธง อยู่ห่างจากลานหินปุ่มประมาณ 500 เมตร เป็นหน้าผาสูงชัน สามารถเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกล จะสวยงามมากในยามพระอาทิตย์ตกดิน

และถ้ามาเที่ยวช่วงหนาวแบบนี้ ระหว่างปลายธันวาคม – มกราคม  ต้องไม่พลาดที่นี่ “ภูลมโล”
ภูลมโล ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
บนรอยต่อของ 3 จังหวัด คือ เลย เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ซึ่งภูลมโลได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกต้นนางพญาเสือโคร่งมากที่สุดในเมืองไทย
ณ ปัจจุบันเป็นจำนวนกว่าแสนต้น ในพื้นที่กว่า 1,200 ไร่ นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการรถนำเที่ยวที่ทางพื้นที่ได้จัดเตรียมไว้ให้

ถามว่าความลับของเส้นทางทะเลหมอก . . . เที่ยวทะลุเมฆ . . . มีไหม?
คำตอบคือมีแน่นอน  ไม่ว่าจะเป็นความลับของฤดูร้อน  ความลับของฤดูฝน หรือความลับในฤดูหนาว

ความลับของฤดูร้อน
>>  มันเป็นความเชื่อที่บอกว่าฤดูร้อนไม่น่าจะมีทะเลหมอก อากาศทั้งร้อนทั้งอบอ้าว ฝนไม่ตก หมอกมันจะมาจากไหน? ผมเลยใช้เวลาของฤดูร้อนในการพักผ่อนอยู่ที่ไหนสักที่บนเส้นทางของขุนเขา ที่ไม่ต้องลุ้นทะเลหมอก แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ในปีต่อๆ มา ผมได้ลองไปลุ้นทะเลหมอกในช่วงเวลาฤดูร้อนมากขึ้น และผมก็เลือกจุดชมวิวทะเลหมอกที่เขาค้อ และมันก็ไม่พลาดจริงๆ ปี 2557 ผมได้เห็นทะเลหมอกในเดือน  มีนาคม เมษายน และไล่ไปจนถึงพฤษภาคม มันเหลือเชื่อมากๆ ที่ผมสามารถเจอทะเลหมอก 3 เดือนติดต่อกันในช่วงฤดูร้อน แม้ว่าจะไม่สวยแบบฤดูอื่นๆ แต่มันก็เป็นไปได้ และเป็นไปได้เสมอสำหรับเขาค้อ ในขณะที่ฤดูร้อนของภูทับเบิกจะค่อนข้างแห้งแล้ง และรอคอยการกลับมาในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในฤดูฝนต่อไป

ความลับของฤดูฝน
>> ความลับของฤดูฝนจะมาตอนหลังฝนหยุดตก แล้วทันใดนั้นเองผมก็เริ่มเห็นหมอกละอองน้ำที่ค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากเทือกเขาทีละนิด จนกลายมาเป็นทะเลหมอก ที่เห็นทีไรก็ตื่นเต้นได้ทุกที จนรู้สึกไปเที่ยวภูเขาหน้าฝนทีไร ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่ไม่เจอทะเลหมอก แม้ช่วงที่ไป อาจโชคไม่ดี ฝนไม่ตก แต่ก็มีทะเลหมอกให้ได้เห็นในตอนเช้าทุกที และถ้ามีใครถามผมว่าไปเที่ยวเขาค้อ-ภูทับเบิก ช่วงไหนสวยที่สุด ผมก็ตอบด้วยความมั่นใจว่า ไปหน้าฝนนี่แหละสวยที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย และก็ไม่ต้องถามซ้ำ !!!!!

และความลับอีกอย่างหนึ่งของการเที่ยวหน้าฝน คือนักท่องเที่ยวน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย ไม่ต้องแย่งกันกิน ไม่ต้องแย่งกันใช้ และไม่ต้องแย่งกันถ่ายรูป แถมที่พักก็พากันลดราคาจากราคาปกติลงมาเท่าตัวเลย อยู่ในหลักร้อยปลายๆ หรือพันนิดๆ  สำหรับผม ในฤดูฝนทั้งเขาค้อ และภูทับเบิกน่าเที่ยวด้วยกันทั้งคู่ โอกาสเจอทะเลหมอกพอๆ กัน แต่ถ้าคุณอยากเจอทะเลหมอกที่ภูทับเบิก ต้องฤดูฝนเท่านั้น

ความลับของฤดูหนาว
ช่วงเวลาแบบนี้ ให้ความรู้สึกถึงการเดินทางอย่างแท้จริง อากาศเย็นๆ ลมพัดแรงๆ ใส่เสื้อกันหนาวสักตัวสองตัว บวกผ้าพันคอนิดหน่อย กับเช้าวันที่ฟ้าใสๆ นั่งมองดูทะเลหมอกสีขาวสะท้อนแสง กับสายหมอกที่ลอยไปลอยมาอย่างสบายใจ และเนื่องจากอากาศที่หนาวเย็น ทำให้ละอองน้ำคงตัวได้นานกว่าในฤดูอื่นๆ ทำให้เราสามารถเห็นทะเลหมอกได้หลายชั่วโมง โดยเฉพาะในวันที่ลมนิ่งๆ เราจะสามารถเห็นทะเลหมอกอยู่ได้จนถึง 10 โมงเช้าเลย ถ้าเป็นฤดูนี้ หนาวแบบนี้ เขาค้อน่าจะลุ้นทะเลหมอกได้สนุกที่สุด แต่ถ้าเป็นภูทับเบิก จะค่อนข้างเจอทะเลหมอกยากมาก ยกเว้นเสียแต่ว่าจะมีฝนตกในช่วงนั้น ซึ่งโอกาสที่ฝนจะตกในช่วงนั้น ต้องบอกว่าน้อยมาก

ทำอย่างไรให้เจอทะเลหมอกที่ภูทับเบิก ?

ปัจจัยสำคัญที่สุดในการเกิดทะเลหมอกของภูทับเบิกคือความชื้น และไม่ใช่ความชื้นจากป่าเขา เนื่องจากจุดชมวิวทะเลหมอกที่นี่ไม่ได้เป็นที่ตั้งของป่าเขาต้นไม้ แต่มันเป็นพื้นที่ราบของเขตเกษตรกรรม และเป็นพื้นที่ราบของเขตที่อยู่อาศัย ดังนั้นต้องใช้ความชื้นสะสมที่มาจากปริมาณน้ำฝน ดังนั้นเราถึงได้เห็นทะเลหมอกในช่วงหน้าฝนเป็นหลัก

พอเข้าสู่ฤดูหนาว ความชื้นจะค่อยๆ ลดลง โอกาสการเจอทะเลหมอกก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย ส่วนฤดูหนาวความชื้นในอากาศต่ำ บวกกับภูมิศาสตร์จุดชมวิวของภูทับเบิกเป็นที่โล่ง เปิดกว้าง ไม่ได้เป็นจุดชมวิวแบบแอ่งเขา แอ่งกระทะ ทำให้ปริมาตรที่ละอองน้ำเหล่านี้จะแปรผันตรงกับกระแสลม ซึ่งพอเข้าหน้าหนาวกระแสลมที่พัดมาจากจีนจะมีอย่างต่อเนื่อง และค่อนข้างแรงด้วยมวลความกดอากาศสูง ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นมวลละอองน้ำที่อัดกันแน่นจนมองเห็นเป็นทะเลหมอกเหมือนแบบที่เห็นในตอนหน้าฝน อาจมองเห็นเป็นแนวฝุ่นละอองน้ำตามเส้นขอบฟ้าเป็นสีจางๆ ตัดผ่านกับเส้นแสงของตะวันในยามเช้า เป็นแถบจางๆ  ยิ่งลมแรงก็ทำให้หมอกฟุ้งกระจายจนมองอะไรไม่เห็นไปเลย

ดังนั้นถ้าคุณอยากเห็นทะเลหมอกที่สวยๆ ของภูทับเบิกต้องหน้าฝนเท่านั้น  โดยเฉพาะสองเดือนสุดท้ายคือสิงหาคม – กันยายน
จะมีทะเลหมอกที่สวยที่สุด

ทำอย่างไรให้เจอทะเลหมอกที่เขาค้อ ?

มาดูเขาค้อกันต่อ เขาค้อมีภูมิศาสตร์ที่ค่อนข้างลงตัวในการเกิดทะเลหมอก นั่นคือเป็นแอ่งกระทะ และมีแหล่งกำเนิดความชื้น ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ที่ทำให้ที่นี่มีทะเลหมอกตลอดปี ไม่ว่าจะเป็นฤดูฝน ฤดูร้อน หรือฤดูหนาว แต่กุญแจสำคัญที่ทำให้ทะเลหมอกหายไปหรือฟุ้งกระจายนั่นคือกระแสลม ไม่ว่าลมมรสุมจากฤดูฝน หรือลมหนาว

ในภาวะที่สมบูรณ์แบบที่สุดคือความชื้นได้ อุณหภูมิต่ำ ฟ้าใส และลมนิ่ง ถือว่าเป็นเงื่อนไขที่สมบูรณ์แบบที่สุด ในหน้าฝนในช่วงมรสุมเข้าหรือฝนตกชุกๆ ลมจะมีผลอย่างมาก โอกาสก็จะน้อยไปด้วย ส่วนในช่วงฤดูหนาวมีปัจจัยเดียวที่เราต้องดู คือความกดอากาศสูงที่พัดมาจากประเทศจีน  ซึ่งเราสามารถตรวจสอบอากาศได้ที่กรมอุตุนิยมวิทยาของไทย http://www.tmd.go.th/thailand.php แล้วถามต่อไปว่า ความกดอากาศสูง ส่งผลยังไงกับการเกิดทะเลหมอก? ความกดอากาศสูงทำให้เกิดอากาศเย็นลง แล้วก็ทำให้การเกิดหมอกมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ความกดอากาศสูงก็ทำให้เกิดลมได้เสมอ ซึ่งทำให้เราไม่ได้เห็นทะเลหมอก แต่จะเห็นหมอกฟุ้งกระจาย หรือไม่เห็นหมอกแม้แต่นิดเดียว

จะสรุปให้ดูกันง่ายๆ นะครับ

1. ถ้าความกดอากาศสูงกำลังแรงกำลังแผ่ลงมา ตอนนี้อากาศจะเริ่มหนาวและมาพร้อมกับลมแรงๆ โอกาสหมอกฟุ้งกระจายสูงมากๆ

2. ถ้าความกดอากาศสูงกำลังปกคลุม ตอนนี้อากาศจะเย็นลงกว่าตอนแรก แต่ลมจะไม่แรงเท่ากับข้อที่ 1 โอกาสเจอทะเลหมอกก็สูงกว่าตอนแรกมาก

3. ถ้าความกดอากาศสูงกำลังอ่อนตัว ตอนนี้อากาศจะยังคงหนาวอยู่ แต่ก็อุ่นขึ้นเล็กน้อย ลมค่อนข้างสงบหรือเบากว่าข้อที่ 1 -2 โอกาสเจอทะเลหมอกก็จะสูงมากๆ และสามารถเห็นทะเลหมอกได้เยอะและหนาแน่นมาก

กด์ไลน์ 5 ข้อ By Chanomworld
1. ธรรมชาติของเส้นทางท่องเที่ยวสายนี้ มีช่วงเวลาที่สวยงามในแบบของมันเสมอ  ถ้าเรารู้กฎง่ายๆ ตามที่ได้กล่าวไป ก็จะทำให้การเดินทางของเราสนุกมากขึ้น โดยเฉพาะการตามหาทะเลหมอกบนถนนสายท่องเที่ยวสายนี้   ยิ่งเราทำความเข้าใจตรงนี้มากเท่าไหร่ ความทรงจำในแบบที่เราอยากได้ .. ก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม

2. สำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนมาลุ้นทะเลหมอกบนถนนสายนี้ ควรมีเวลามาค้างคืนอย่างน้อยสัก 2 คืน แบ่งเป็นเขาค้อ 1 คืน และทับเบิก 1 คืน เพื่อที่จะได้เห็นช่วงที่สวยที่สุดในแต่ละเช้าของวันนั้น  แต่ถ้ามีเวลาแค่ 1 คืนก็ลองดูว่าเราอยากจะเห็นทะเลหมอกที่ไหนดี ?  อาจใช้ข้อมูลในหนังสือเล่มนี้ประกอบ ว่าที่ไหนจะมีโอกาสเห็นทะเลหมอกได้มากที่สุดก็เลือกที่นั่น

3. สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อย คุณสามารถเลือกเดินทางเพื่อมาให้ทันจุดชมวิวในตอนเช้าของวันเสาร์  แล้วก็เลือกพักอีกคืนหนึ่ง แค่นี้คุณก็จะได้ท่องเที่ยวได้ทั้ง 2 สถานที่ และได้ลุ้นทะเลหมอกทั้ง 2 เช้าอีกด้วย

4. ตัวเลือกบ้านพักก็เช่นกันในช่วงฤดูฝน เราอาจไม่ต้องจองที่พักล่วงหน้า  สามารถมาเลือกพักในวันนั้นเลยก็ได้ แต่ถ้าเป็นช่วงเทศกาลท่องเที่ยว หรือวันหยุดยาว การสำรองจองที่พักก่อน ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นมาก

5. วิธีการท่องเที่ยวเราควรศึกษาเส้นทางของจุดชมวิวแต่ละที่ ว่าจะไปที่ไหนก่อน ยังไง จะได้ช่วยลดเวลา และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่จะไม่ต้องวนไปวนมาให้เสียเวลา และที่สำคัญ เขาค้อหรือภูทับเบิกมีจุดชมวิวทะเลหมอกหลายจุด ถ้าที่ใดที่หนึ่งไม่มี เราก็สามารถไปยังอีกจุดเพื่อเป็นการลุ้นให้ได้เห็นทะเลหมอกได้มากขึ้น

.บทส่งท้าย….

สิ่งต่าง ๆ ในโลกใบนี้ มีมุมมองและความรู้สึกในแบบที่เราคาดหวังแตกต่างกันไปตามวัน เวลา หรือโอกาส สิ่งสำคัญที่ผมรู้สึกได้จากการเดินทางมาตลอด 4-5 ปี ที่วนเวียนอยู่บนถนนสายนี้หลายสิบครั้ง มันเติมเต็มอะไรบางอย่างให้ชีวิตผมได้มากจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกดี ๆ ของชีวิตในช่วงเวลาที่ผ่านมา ความสุขของการพักผ่อน ความตื่นเต้นของการเดินทาง และความมหัศจรรย์ต่าง ๆ บนเส้นทางท่องเที่ยวสายนี้

ภูเขาที่ผมเรียกได้เต็มปากว่าภูเขา ทะเลหมอกที่เรียกได้หมดใจว่าทะเลหมอก และอีกหลายอย่างที่บอกได้ไม่หมด
หลายอย่างที่เข้ามาอยู่ในความทรงจำของผม อาจจะเป็นสิ่งที่ผมได้เห็น ได้รู้สึก ได้สัมผัส ทุก ๆ อย่างมันเป็นความทรงจำที่บางทีเราอยากได้แต่ไม่ได้ บางอย่างไม่ได้อยากได้แต่ก็ได้มาบ่อย ๆ บนถนนท่องเที่ยวสายนี้ นี่อาจจะเป็นสิ่งที่พิเศษที่จะยังคงสะท้อนอยู่ในตัวของผม ที่บอกว่าครั้งหนึ่งเราเคยผ่านมาแต่ไม่เคยผ่านไป อีกหนึ่งเส้นทางแห่งขุนเขาและสายหมอกขาว…เส้นทางทะลุเมฆ…ในแบบฉบับของผม

เส้นทางทะเลหมอก . . . เที่ยวทะลุเมฆ . . . เขาค้อ – ภูทับเบิก @ เพชรบูรณ์
อีกหนึ่งพื้นที่ในแบบฉบับของผม >>>https://www.facebook.com/chanomworld
ชมรมคนรักเขาค้อ – ภูทับเบิก https://www.facebook.com/groups/486496408154333

 

Comments

comments